|
จะขัดแย้งต่อหรือพอกันเสียที |
|
|
|
|
เขียนโดย พงศ์เทพ เทพกาญจนา
|
|
วันเสาร์ที่ 02 พฤษภาคม 2009 เวลา 13:25 น. |
|
วิกฤติเศรษฐกิจโลกสืบเนื่องจากนวัตกรรมทางการเงินและสินเชื่อบ้านชั้นต่ำกว่ามาตรฐานได้ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่รุนแรงไปทั่วโลก มูลค่าทรัพย์สินที่แต่ละคนถืออยู่ลดลงอย่างน่าใจหาย มหาเศรษฐีที่ติดอันดับโลกหลายคนกลับกลายเป็นคนมีหนี้สินล้นพ้นตัว ประเทศต่างๆต้องดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้ผ่านวิกฤติครั้งนี้โดยบอบช้ำน้อยที่สุด
ถ้าจะให้เปรียบเทียบสถานการณ์ของแต่ละประเทศในขณะนี้ก็คงเหมือนเรือลำใหญ่ที่ผ่าเข้าไปกลางมรสุมโดยไม่ได้คาดหมาย ขนาดผู้คนในเรือร่วมมือกันเต็มที่ก็ยังไม่รู้ว่าจะรอดมรสุมนี้ไปได้อย่างไร ยิ่งถ้าผู้คนในเรือมีความขัดแย้งกัน ไม่ร่วมมือกัน ไม่ไว้วางใจกัน แบ่งฝักแบ่งฝ่าย โอกาสรอดยิ่งริบหรี่
แทบจะไม่มีผู้ใดปฏิเสธว่าตั้งแต่ก่อนการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จนถึงปัจจุบันสังคมไทยแตกเป็นฝักเป็นฝ่าย มีการต่อสู้เหมือนสงคราม โดยไม่ได้ใช้อาวุธเข้าทำลายชีวิตกันเป็นหลัก แต่ใช้วิธีทำลายชื่อเสียงกับความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้าม และใช้กลไกทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเท่าที่สามารถจัดการได้เข้าดำเนินการกับฝ่ายตรงข้ามทุกรูปแบบ รวมทั้งการใช้กลไกกระบวนการยุติธรรมแบบอยุติธรรม จนเกือบจะกลายเป็นกลไกที่เชื่อถือหรือหวังพึ่งไม่ได้ไปแล้ว มีคนมากหน้าหลายตาหลายระดับหลายอาชีพจากส่วนต่างๆเข้าร่วมในการทำสงครามครั้งนี้นับไม่ถ้วน ทั้งที่เปิดเผย ลับๆล่อๆ และแอบอยู่เบื้องหลัง ซึ่งแต่ละคนก็รู้อยู่แก่ใจว่าตนทำอะไรลงไปบ้าง
สังคมไทยเปลี่ยนจากสยามเมืองยิ้ม สยามเมืองพุทธ กลายเป็นสยามเมืองยักษ์ที่ความเกลียดชังฝังอยู่ในหัวใจ พร้อมที่จะต่อสู้และทำลายผู้ที่ถือว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามหรือแม้เพียงมีความเห็นเหมือนฝ่ายตรงข้าม การต่อสู้ในสงครามจริงที่คิดจะเอาชนะเป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงวิธีการและความถูกต้องชอบธรรมเป็นอย่างไร การต่อสู้ในสมรภูมิเสมือนสงครามครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน
ถ้าคนที่เข้ามาอยู่ในความขัดแย้งนี้มีจำนวนน้อยก็คงไม่เป็นปัญหา แต่เพราะคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องมีจำนวนมากเหลือเกิน แถมคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนไม่น้อยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ถือได้ว่าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในระหว่างการชุมนุมในช่วงต่างๆ และการควบคุมฝูงชนหรือการพยายามสลายการชุมนุม มีการกระทำที่ถือได้ว่าฝ่าฝืนกฎหมายเป็นความผิดอาญาอยู่เนืองๆ ไม่ว่าความผิดต่อความมั่นคง หมิ่นประมาท ทำร้ายร่างกาย ทำให้เสียทรัพย์ มีและใช้อาวุธปืนและวัตถุระเบิด ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นต้น คนที่อาจถูกดำเนินคดีในความผิดหลายข้อหาเช่น การบุกรุกสถานที่ราชการ ไม่ใช่เฉพาะแกนนำเท่านั้นที่จะถูกดำเนินคดี คนที่เข้าไปร่วมทั้งหลายก็เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดที่ตามปกติต้องถูกดำเนินคดีทั้งสิ้น และยังมีโอกาสถูกดำเนินคดีภายในอายุความ หากคิดเข้าข้างตัวเองว่าเมื่อมีผู้ต้องหาจำนวนมากขนาดนี้ตำรวจจะมาดำเนินคดีกับเราได้อย่างไร ก็เท่ากับยอมรับให้กระบวนการยุติธรรมไม่สามารถบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายได้ตามปกติในสถานการณ์แบบหนึ่ง ซึ่งความคิดแบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข เพราะเท่ากับส่งเสริมให้มีการละเมิดกฎหมายโดยคนหมู่มาก และทำให้บังคับใช้กฎหมายไม่ได้
เมื่อคนจำนวนมากมีชนักติดหลังว่าได้กระทำความผิด คนเหล่านี้แม้บางคนจะปากแข็ง
ว่าไม่กลัวเนื่องจากคิดว่ามีผู้หนุนหลังดีหรือเพราะเหตุผลใดก็ตาม แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะต้องกังวลกับการถูกดำเนินคดี เขาจะทำอย่างไรเพื่อแก้ไขความกังวลนั้นซึ่งเป็นปกติวิสัยของมนุษย์ สิ่งที่เขาทำเพื่อตนอาจไม่เป็นผลดีต่อประเทศ โดยเฉพาะการใช้พลังมวลชนเข้ากดดัน ซึ่งจะทำให้เกิดความวุ่นวายต่อไปเรื่อยๆ
เราจะทำอย่างไรให้คนไทยทั้งหลายมาร่วมมือร่วมใจกันทำให้ประเทศผ่านวิกฤติเศรษฐกิจโลกและวิกฤติความขัดแย้งภายในครั้งนี้ไปได้ เรายังมีเวลาและโอกาสที่จะขัดแย้งกันต่อไปหรือ เราปรารถนาจะให้นาวาประเทศไทยจมสู่ก้นสมุทรพร้อมกันในขณะที่แต่ละคนถือมีดเพื่อห้ำหั่นฝ่ายตรงข้าม หรือปรารถนาจะให้นาวาประเทศไทยพ้นจากมรสุมนี้โดยจับมือกันช่วยกันคนละไม้คนละมือ และทุกคนปลอดภัย หากเราปรารถนาจะออกจากมรสุม การจะทำให้คนมาร่วมมือกันในคราวนี้ได้ก็ต้องสร้างความมั่นใจว่าเมื่อพ้นมรสุมไปแล้วจะมีกติกาที่ทำให้คนในเรือสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเท่าเทียม เสมอภาค และเป็นธรรม มีการวางโครงสร้างให้คนในเรือมีส่วนร่วมในการนำพาเรืออย่างมีเหตุผล ทำให้ทุกคนเห็นชีวิตหลังมรสุมที่มีความสุขมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง ไม่มีคนในเรือชั้นหนึ่ง ชั้นสอง ชั้นสาม มีแต่คนในเรือที่มีความเป็นคนและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์เหมือนๆกัน
นอกจากอนาคตที่สดใสแล้ว การทำให้คนทั้งหลายหันหน้ามาร่วมมือร่วมใจกันจำเป็นต้องทำให้เขาคลายกังวล หมดความหวาดระแวงกัน ไม่มีใครสามารถฟื้นฝอยหาตะเข็บอ้างคดีนั้นคดีนี้มาหาเรื่องผู้อื่น ไม่ต้องมาคอยกดดันให้ดำเนินคดีกับคนนั้นคนนี้ ไม่ต้องมาเถียงกันว่าทำไมคดีนั้นไม่ทำ ทำไมมาทำแต่คดีนี้ ทุกคนไม่จำต้องหมกมุ่นอยู่กับอดีต แต่ให้มามีสมาธิกับปัจจุบันและอนาคต
การทำให้เกิดผลเช่นนั้นได้ก็ต้องปลดชนักที่ติดหลังคนเหล่านี้ออกเสียก่อน ช่วงที่ผ่านมามีการเสนอแนวคิดเรื่องกฎหมายปรองดอง ซึ่งมีหลักการอย่างหนึ่งคือการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่กระบวนการยุติธรรมไทยไม่ได้ดำเนินไปตามระบบ มีการตั้งหน่วยงานพิเศษมาเพื่อทำหน้าที่แทนหน่วยงานปกติในกระบวนการยุติธรรมในคดีบางประเภท แม้แต่ในวงการตุลาการก็มีเกิดเหตุการณ์หลายอย่างที่ประเทศที่พัฒนาแล้วคงไม่อยากให้เกิดขึ้นในประเทศตน
การนิรโทษกรรมเป็นการตรากฎหมายเพื่อให้ผู้กระทำการใดที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดพ้นจากความผิดทางอาญา ไม่ว่าผู้นั้นจะยังไม่ถูกดำเนินคดี อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี อยู่ระหว่างรับโทษตามคำพิพากษา หรือพ้นโทษไปแล้ว เหมือนกับผู้นั้นไม่เคยกระทำความผิดเลย ปกติการนิรโทษกรรมจะกำหนดให้พ้นจากความรับผิดทางแพ่ง ความรับผิดทางปกครองและความรับผิดทางวินัยด้วย
การนิรโทษกรรมต่างจากการอภัยโทษและการล้างมลทิน การอภัยโทษเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ใช้กับผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ จะอภัยโทษโดยลดโทษให้ทั้งหมดหรือลดโทษให้น้อยลงก็ได้ ส่วนการล้างมลทินเป็นการตรากฎหมายเพื่อล้างมลทินแห่งโทษทั้งโทษทางอาญาและโทษทางวินัยแก่ผู้ต้องโทษ โดยไม่มีการยกเว้นโทษหรือลดโทษ เป็นประโยชน์แก่ผู้ต้องโทษและพ้นโทษไปแล้วที่จะไม่มีประวัติว่าเคยได้รับโทษทางอาญาหรือทางวินัย มีการใช้การนิรโทษกรรมเพื่อให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ในประเทศไทยมาแล้วหลายครั้ง เช่น การนิรโทษกรรมแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน ซึ่งกระทำ
ความผิดเกี่ยวเนื่องกับการเดินขบวน เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ การนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ ๔ ถึงวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และการนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการอันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ในปีพ.ศ. ๒๕๓๒ เป็นต้น
การนิรโทษกรรมในอดีตที่กล่าวมาไม่ประสบปัญหาการต่อต้านและก็ทำให้ผู้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดจำนวนมากกลับมาเป็นกำลังที่สำคัญของประเทศชาติ ต่างจากการเสนอกฎหมายปรองดองในช่วงนี้ซึ่งมีหลักการใหญ่เกี่ยวกับการนิรโทษกรรม ที่เมื่อมีการเสนอความคิดนี้ก็มีความเห็นต่อต้านสวนกลับมาทันที
ชะรอยชาวไทยจะต้องอยู่ในความขัดแย้งไปจนกว่าฝ่ายที่แตกแยกกันจะเรียนรู้ว่าตามสถานการณ์ที่เป็นอยู่ไม่มีฝ่ายใดอาจมีชัยชนะเหนืออีกฝ่ายหนึ่งได้เด็ดขาด ไม่ว่าฝ่ายนั้นจะมีผู้ยิ่งใหญ่ระดับใดอยู่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังก็ตาม เมื่อใดที่เรียนรู้ว่าป่วยการที่มุ่งจะเอาชนะกันบนความหายนะของทุกคน กฎหมายนิรโทษกรรมจะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถนำมาใช้เพื่อให้เกิดความปรองดองและสมานฉันท์
พงศ์เทพ เทพกาญจนา 23 กุมภาพันธ์ 2552 |